วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Black Berry คุณรู้จักมันดีแค่ไหน

สมัย 2-3 ปีที่แล้วตอนที่ผมเพิ่งเข้ามาทำงาน ผมได้มีโอกาสรับใช้แก้ไขปัญหา O2 XDAII ให้ท่านผู้บริหารระดับสูงในองค์กรชื่อดังแห่งนึง ท่านผู้นี้ไม่ได้มีความรู้มากมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ระหว่างที่ผมกำลังอัพเกรดรอมบนโอทูนั้น ท่านก็ชวนคุยถามโน้นถามนี้ จนมาถึงคำถามที่ทำให้ผมต้องสะอึกไปชั่วขณะเพราะท่านบอกผมว่ามีคนบอกให้ท่าน ใช้ Black Berry ในการรับส่งอีเมลซึ่งไอ้ Black Berry เนี่ยมันดีและเร็วกว่าโอทูมาก แล้วท่านก็ถามผมว่าไอ้ berry berry เนี่ยมันคืออะไรและควรจะทิ้งไอ้เต่าโอทูราคา 34,000 ที่พึ่งถอยมาใหม่เพื่อมาใช้ไอ้ berry นี่ดีมั๊ย ขณะนั้นในหัวผมก็ว่างเปล่าครับ แต่ยังไม่วายนึกวถึงแบรนสินค้าแฟชั่นชื่อดังจากอังกฤษ หรือไอ้ครั่นจะตอบแก้เก้อไปว่ารู้จักแต่ Blue Berry ครับ ก็กลัวว่าท่านจะไม่ฮาด้วย จึงตอบแบบรับมุขปนยอๆไปว่า “ใช่ครับ ที่เค้าบอกน่ะถูกต้องแล้ว ไอ้ Black Berry เนี่ยมันมีไว้ส่งเมลครับและตัดบทไปว่าตอนนี้เมืองไทยยังไม่มีหรอกครับ โอทูของท่านเจ๋งสุดในตลาดแล้วครับ”

แต่และแล้วตอนนี้ความฝันของท่าน บริหารท่านนั้นก็เป็นจริง เมื่อ AIS เริ่มลงทุนทำระบบ Black Berry เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรด้วยสาเหตุหลักๆคือ ในกรณีองค์กรต่างชาติซึ่งมี Black Berry ใช้นั้น ก็อยากให้พนักงานของเค้าในเมืองไทยมี Black Berry ใช้ด้วย ไอ้ครั้นจะ roaming ตลอดก็เสียตังค์เยอะ ผมคิดว่าการตลาดเค้าคงเห็นความสำคัญและจำนวนองค์กรต่างชาติที่เข้ามาขยายฐาน ในเมืองไทยประกอบกับต้องการลุยตลาดองค์กรในเมืองไทยเองด้วย จึงได้เกิดระบบ Black Berry ซึ่งเก่าของเมืองนอกแล้ว แต่ใหม่ของไทยเรา

แล้ว Black Berry มันคืออะไร
ผม ยังยืนยันคำตอบเดิมที่ผมเคยให้กับผู้บริหารท่านนั้นครับว่า Black Berry มีไว้ส่งเมลและยังขออนุญาติอธิบายเพิ่มเติมแบบภาษาชาวบ้านว่าจริงๆแล้ว Black Berry มีองค์ประกอบอยู่ 3ส่วนคือ Black Berry server, Black Berry Software and License, และ Black Berry Device ซึ่งส่วนหลังสุดนี้เป็นหน้าที่ของผมที่จะกล่าวต่อไปนี้ครับ

Black Berry มีกี่รุ่น
จริงๆ แล้ว Black Berry มีประวัติศาสตร์ยาวนานครับ ย้อนหลังไปเมื่อปี 1984 มันถูกพัฒนาโดยบริษัท Research in Motion (RIM) สัญญาณแคนาดา ส่วนที่เป็น device ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกว่าโทรศัพท์มีการแบ่งเป็น 5 series เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าซึ่งมี style การใช้โทรศัพท์แตกต่างกันไป ดังนี้ครับ

• 7100 series เน้นที่ขนาดเล็กสุดและมีรูปร่างเหมือนโทรศัพท์ทั่วไป
• 7700 series เจาะกลุ่มผู้ใหญ่ครับ ลักษณะเด่นของ series นี้คือขนาดเครื่องรวมถึงหน้าจอที่ใหญ่กว่ารุ่นอื่นๆ
• 8700 series เน้นดีไซน์สุดเก๋บวกกับหน้าจอสีสดใสแสบลูกตา นอกจากนี้ยังใช้ EDGE ในการส่งข้อมูล
• 7200 series อันนี้ออกมากลางๆครับ ฟังก์ชันมีครบ หน้าตาบ้านๆ บรรยายได้แค่นี้ละครับ
• 7520 series รุ่นนี้ไม่รู้เรียกว่าโทรศัพท์ได้รึเปล่าเพราะมันเป็น wakies talkies ได้ด้วย ยังไม่พอครับ มันมี GPS enabled ด้วยครับ ถามมีเสาอากาศให้เกะกะเล่นอีกตั้งหาก

สรุปว่าทั้ง 5 series มีจำนวนรุ่นทั้งหน้ากระดาน 20 กว่ารุ่น คิดเล่นๆว่าถ้าเอามาวางขายในเมืองไทยจะไปรอดกี่รุ่นครับ ไม่เป็นไรครับทางผมคิดให้แล้ว รุ่น 7290, 7100g, และ 8700r คือโทรศัพท์จาก Black Berry ที่นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยครับ เพราะฉะนั้นผมพาไปดูว่า Black Berry ทั้ง 3รุ่น มีฟังก์ชันอะไรบ้าง

น้องถึก 7290

Black Berry ตัวแรกที่ผมจับมากดเล่นก่อนคือรุ่น 7290 ครับ ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า Black Berry ทุกรุ่นไม่มี Touch screen ครับ ฉะนั้นไม่ต้องไปแตะจนหน้าจอแตกนะครับ วิธีป้อนคำสั่งของ Black Berry จะใช้ Track wheel ซึ่งทำหน้าที่คล้าย Jog บน Sony Ericsson ซึ่งถ้า Track wheel เกิดใช้งานไม่ได้ขึ้นมาก็พิการทันทีครับ

ตอนนี้มาดูในกล่องว่าเค้าให้อะไรมาบ้าง





1. Black Berry 7290
2. Desktop Manager CD เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่คล้าย ActiveSync หรือ Palm Desktop
3. AC charger with adaptors
4. Headphone (ไม่ใช่ stereo)
5. Data cable
6. Battery 1 ก้อน
7. พลาสติกใส่เครื่องพร้อมที่เหน็บเข็มขัด
ทั้งหมดนี้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ RIM ให้มาซึ่งอีก2รุ่นก็จะเป็นแบบนี้เหมือนกันครับ



หลัง จากพลิกไปพลิกมาหลายที สังเกตว่าวัสดุที่นำมาทำ case นั้นเป็นพลาสติกด้านน้ำหนักเบามากเมื่อเทียบกับ PDA phone ดูแล้วคิดว่าเป็นโทรศัพท์ปลอมที่วางตามตู้โชว์ นอกจากนี้ยังมีความแข็งแรงมาก ทาง RIM แจ้งว่าเค้ามีการทำ Drop Test ในระดับ 1-1.5 เมตร (Drop Test เป็นการทดสอบความแข็งแรงของตัวเครื่องโดยทิ้งเครื่องลงสู่พื้นในระดับที่ กำหนด) นั่นหมายความว่าเค้ารับรองว่าถ้าโทรศัพท์ตกพื้นในระดับเอวหรืออก มันจะไม่เป็นอะไรเลย ไอ้ผมเองก็ถนัดและชอบทำ Drop Test เหมือนกันครับ ก็เลยจัดการซะ 2ทีที่ระดับสูงกว่าที่เค้ากำหนดนิดหน่อย เครื่องก็ยังใช้ได้อยู่ครับ ดังนั้นขอสรุปว่าถึงวัสดุภายนอกจะดูราคาถูกไปหน่อยแต่เอาไว้เขวี้ยงใส่หน้า แฟนเวลาทะเลาะกันได้ครับ ฮิฮิ....

หลัง จากพลิกไปพลิกมาหลายที สังเกตว่าวัสดุที่นำมาทำ case นั้นเป็นพลาสติกด้านน้ำหนักเบามากเมื่อเทียบกับ PDA phone ดูแล้วคิดว่าเป็นโทรศัพท์ปลอมที่วางตามตู้โชว์ นอกจากนี้ยังมีความแข็งแรงมาก ทาง RIM แจ้งว่าเค้ามีการทำ Drop Test ในระดับ 1-1.5 เมตร (Drop Test เป็นการทดสอบความแข็งแรงของตัวเครื่องโดยทิ้งเครื่องลงสู่พื้นในระดับที่ กำหนด) นั่นหมายความว่าเค้ารับรองว่าถ้าโทรศัพท์ตกพื้นในระดับเอวหรืออก มันจะไม่เป็นอะไรเลย ไอ้ผมเองก็ถนัดและชอบทำ Drop Test เหมือนกันครับ ก็เลยจัดการซะ 2ทีที่ระดับสูงกว่าที่เค้ากำหนดนิดหน่อย เครื่องก็ยังใช้ได้อยู่ครับ ดังนั้นขอสรุปว่าถึงวัสดุภายนอกจะดูราคาถูกไปหน่อยแต่เอาไว้เขวี้ยงใส่หน้า แฟนเวลาทะเลาะกันได้ครับ ฮิฮิ....

น้องสวย 8700



ใน บรรดา 3รุ่นที่นำมาขายในเมืองไทย ส่วนตัวผมคิดว่า 8700 ดูดีที่สุดในกลุ่มแล้วครับ ซึ่งบางท่านอาจจะคิดว่านี่สวยแล้วเหรอ ใช่แล้วครับ กลุ่มลูกค้าของ Black Berry คือผู้ที่จำเป็นต้องใช้ฟังก์ชันของเครื่องจริงๆ ไม่เน้นดีไซน์และความสวยงามเมื่อเทียบกับโทรศัพท์ในท้องตลาด เพราะฉะนั้นถ้ามีรุ่นใหม่ๆเข้ามาหลังจากนี้ก็คงเป็นหุ่นอ้วนๆไม่ต่างจากรุ่น ก่อนๆมากไปกว่านี้แล้วล่ะครับ จุดเด่นที่ของรุ่นนี้ที่สะดุดตาผมมากที่สุดเห็นจะเป็นหน้าจอล่ะครับ เห็นความแตกต่างระหว่าง 7290 และ 8700 อย่างชัดเจน ในเวบไซด์ของ RIM ไม่ได้บอกรายละเอียดของหน้าจอ แต่แค่มองด้วยตาเราก็เห็นแล้วครับ สีของ 8700 คมชัดและสดใสมาก ถ้าอยากรู้ว่าคมชัดแค่ไหน ขอให้นึกถึงจอภาพของ Dopod900 และคูณ2ครับ

นอกจาก ความแตกต่างของหน้าจอแล้ว 8700 ยังสามารถเชื่อมต่อแบบ EDGE ซึ่งเร็วกว่า GPRS แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ว่าเครือข่าย EDGE ยังมีอยู่แค่ในกรุงเทพฯบางพื้นที่และหัวเมืองใหญ่ๆเท่านั้นครับ นอกจากนี้ 8700 ยังใช้ Intel PXA 901 at 312 MHz ชิปตระกูลดังที่ใช้อย่างแพร่หลายใน PDA จากการเปรียบเทียบความเร็วระหว่าง 7290 และ 8700 ต้องบอกว่าใช้ความรู้สึกเอาครับ เพราะยังไม่สามารถหาโปรแกรม Benchmark มาวัดเป็นตัวเลขได้ ในเรื่องความเร็วและการตอบสนอง 8700 รู้สึกว่าจะทำได้ดีกว่าครับ ซึ่งเป็นของธรรมดาที่รุ่นใหม่กว่าก็มีฟังก์ชันและชิปที่ทันสมัยกว่ารุ่นเก่า สำหรับรุ่นนี้ผมไม่ทำ Drop test เพราะเชื่อว่าบอบบางกว่า 7290 เพราะใช้พลาสติกคนละแบบกันรวมถึงกลัวว่าหน้าจอจะได้รับผลกระทบทำให้แสดงสี ผิดเพี้ยน

น้องเล็ก 7100g

มา ถึงรุ่นสุดท้ายใน 3รุ่นนั่นคือ 7100g ซึ่งเป็น series เล็กที่สุดแต่สิ่งแรกที่ทำให้ผมมองว่ารุ่นนี้จะไม่ใช่รุ่นที่ขายดีที่สุด นั่นคือคีย์บอร์ดที่มีปุ่มไม่ครบตามตัวอักษรซึ่งจะส่งผลไปถึงไปถึงการป้อน ข้อมูลที่ลำบากกว่าอีก 2รุ่น เนื่องจากตัวเครื่องมีขนาดเล็กทำให้มีตัวอักษร 2ตัวบนปุ่มเล็กๆปุ่มเดียว ทำให้เมื่อต้องการจะพิมพ์อักษรตัวที่ 2จะต้องกด 2ครั้ง ซึ่งลำบากกว่าแบบ QWERTY แน่นอนถ้าต้องส่งอีเมลยาวๆซักฉบับจากเจ้า 7100g ตัวนี้ แต่ก็นานาจิตตังครับ เพราะยังมีอีกหลายคนที่ยอมรับข้อเสียเรื่องคีย์บอร์ดเพื่อแลกกับขนาดที่เล็ก และพกพาสะดวกกว่าของเจ้า 7100g





แล้วจริงๆ Black Berry มันทำอะไรได้บ้าง

สาเหตุ ที่ผมพูดแต่จุดเด่นจุดด้อยของแต่ละรุ่นโดยไม่ลงถึงฟังก์ชันการใช้งานก็เพราะ ว่า Black Berry ทุกรุ่นมีจุดประสงค์และฟังก์ชันการใช้งานที่เกือบจะเหมือนกันทุกอย่าง ดังนั้นผมจึงขอนำฟังก์ชันการใช้งานของทุกรุ่นมาสรุปรวมในหัวข้อนี้ครับ



ปุ่มที่จำเป็นใน Black Berry

ปุ่ม ที่เป็นมาตรฐานใน Black Berry ทุกรุ่นและเป็นปุ่มที่เสียไม่ได้คือ Track wheel และ ปุ่ม Back ที่อยู่ด้านขวาของตัวเครื่อง Track wheel มีหน้าที่ในการ scroll หน้าจอขึ้นๆลงๆเพื่ออ่านเอกสาร รวมถึงสามารถกดลงไปเพื่อเป็นการตอบรับหรือป้อนข้อมูล ส่วนปุ่ม Back มีหน้าที่เดียวครับคือนำท่านกลับไปหน้าก่อน 1หน้า คล้ายๆ กับปุ่ม Back ใน Internet explorer นั่นเอง

โทรศัพท์บน Black Berry

ต้อง บอกก่อนเลยครับว่าอย่าคาดหวังว่าโทรศัพท์บน Black Berry จะสามารถใช้งานได้ดีเหมือน Nokia, Motorola ฯลฯ ผมขอจัดให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับพวก PDA phones ครับ คุยกันแล้วเสียงเบาได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง คิดว่าถ้านำมาใช้งานจริงๆคงจะต้องมีโทรศัพท์มือถือเพิ่มอีก 1เครื่องครับซึ่งก็คงไม่แปลกเพราะทุกวันนี้ก็เห็นหลายๆท่านถือโทรศัพท์กัน คนละ 2-3 เครื่องอยู่แล้ว
ส่วนฟังก์ชันอื่นๆ อาทิ Voice mail, Call Forward, Call Barring และอื่นๆ ก็มีเหมือนกับ PDA phones



ใน ส่วนของภาครับส่งสัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มีอะไรต่างกับ PDA phones นั่นคือ สัญญาณค่อนข้างแกว่ง และมี searching เป็นครั้งคราว ผมยังไม่เคยใช้งานนอกกรุงเทพฯ แต่ก็พอจะนึกถึงสภาพตอนขับรถเข้าป่าหรือขึ้นเขาออกครับ

การรับส่งเมลบน Black Berry

หน้าที่ หลักของ Black Berry รุ่นที่นำเข้ามาในเมืองไทยนั้นนอกจากจะใช้โทรศัพท์ได้แล้ว คงไม่เถียงว่าการรับส่งเมลก็เป็นฟังก์ชันสำคัญที่สุดและเป็นเหตุผลหลักที่ หลายๆคนซื้อมาใช้งานครับ เพราะคงไม่มีใครนำ Black Berry ราคาแพงมาโทรออกรับสายอย่างเดียว เมลที่สามารถนำมาใช้ได้จะแบ่งเป็นเมลในระดับ Corporate ซึ่งวิ่งผ่าน Microsoft Exchange Server หรือ Lotus Notes และระดับผู้ใช้ทั่วไปที่สามารถใช้ POP3 ได้ ลักษณะการส่งเมลของ Black Berry จะเป็นแบบ Push Mail โดยหลักการง่ายๆก็คือเมื่อมีเมลใหม่เข้ามา ระบบจะผลักเมลฉบับนั้นมาที่ Black Berry ทันทีโดยผ่าน GPRS หรือ EDGE ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ Windows Mobile เราจะต้องแตะ Send/ Receive ใน Messaging เพื่อเช็คอีเมลที่มาใหม่ ถึงตรงนี้อาจจะมีบางท่านแย้งในใจว่าเดี๋ยวนี้ Windows Mobile เค้าก็ทำ Push Mail ได้เหมือนกัน แต่ผมอยากจะขอบอกว่ากว่าวงล้อสีเขียวของ Activesync จะหมุนเสร็จ กว่าจะมานั่งจิ้มข้อความ กว่าจะจิ้ม Send/ Receive และยังไม่รวมถึงจะต้องมาลุ้นว่าเมลจะส่งถึงผู้รับรึเปล่านั้น Black Berry รับส่งเมลไป 2-3 ฉบับแล้วครับ นอกจากนี้ Black Berry ยังสามารถอ่าน Attachment ที่เป็นรูปภาพ, เอกสาร word, excelได้ด้วย ดังนั้นขอสรุปการส่งเมลระหว่าง Windows Mobile และ Black Berry ว่า




1. Black Berry รับส่งเมลได้เร็วกว่า WM รวมถึงการ retrieve attachment ด้วย
2. Black Berry มีความเสถียรในการเชื่อมต่อ GPRS มากกว่า WM
3. ถูกสร้างมาเพื่อส่งเมล ดังนั้น Black Berry มีคีย์บอร์ดทำให้ป้อนข้อมูลได้สะดวกกว่า WM
ในหัวข้อการรับส่งอีเมล Black Berry ชนะไม่เห็นฝุ่นครับ

Black Berry ก็เป็น Organizerได้นะ

นอกจาก รับส่งอีเมลแบบ Real time แล้ว Black Berry ทุกรุ่นมีฟังก์ชัน PDA เปรียบเสมือน Organizer ที่คอยจัดการข้อมูลส่วนตัวอาทิ สมุดโทรศัพท์, ตารางนัดหมาย, บันทึกช่วยจำ ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับ WM นั้น มันก็คือ Contacts, Calendar, Tasks นั่นเอง
Black Berry เองก็มีโปรแกรม Desktop Manager ซึ่งหนึ่งในหน้าที่ของโปรแกรมนี้ก็คือ Synchronization กับ MS Outlook เพื่อ update ข้อมูลของทั้ง 2เครื่องให้มีข้อมูลล่าสุดนั่นเอง ข้อแตกต่างระหว่าง Black Berry และ WM ใน Contacts นั่นคือ Black Berry ไม่สามารถแสดงรูปคนโทรเข้ามาได้นะครับ

หน้าตา Contacts



หน้าตา Calendar สามารถโชว์แบบเป็นวัน, สัปดาห์ หรือ เดือนก็ได้



หน้าตา Tasks ใน Black Berry ก็คล้ายๆกับของ WM



ข้อควรระวังใน Black Berry

ผมมีข้อกังวล 2ข้อสำหรับ Black Berry นั่นคือ
1. ภาษาไทย: ในตอนนี้ยังไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยบน Black Berryได้ แต่กำลังมีการพัฒนาภาษาไทยอยู่ซึ่งคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรเพราะ เป็นระบบใหม่ที่ต้องเริ่มจาก 0 เลยครับ ก็คงต้องรอกันไปอีกกว่าจะเห็นอักษรไทยบนหน้าจอของ Black Berry
2. Track wheel: เป็นปุ่มที่ใช้งานมากที่สุดในบรรดาปุ่มทั้งหมดบน Black Berry นอกจากจะหมุนเพื่อ scroll ขึ้นๆลงๆแล้วยังสามารถกดลงเพื่อเป็นการตอบรับ (เหมือนปุ่ม Enter) ฉะนั้นผมเห็นว่า Track wheel จะเป็นปุ่มแรกที่ไปก่อนเพื่อนเลยแถมยังเป็นปุ่มที่สำคัญที่สุดเพราะจะไม่ สามารถใช้งานเครื่องได้เลย เสมือนคอมพิวเตอร์ขาดเมาส์นั่นเองครับ

3G หรือ Third Generation


3G หรือ Third Generation เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 อุปกรณ์การสื่อสารยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ Walkman, กล้องถ่ายรูป และ อินเทอร์เน็ต


3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลในขั้นต้น ทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การพัฒนาของ 3G ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น

ลักษณะการทำงานของ 3G เมื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น

เช่น บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ ,รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ ,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ เทคโนโลยี

3G น่าสนใจอย่างไร

จากการที่ 3G สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในระบบ 3G สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่

เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น

3G ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา, วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว และ ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว “Always On”

คุณสมบัติหลักของ 3G คือ

มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล

ซึ่งการเสียค่าบริการแบบนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์ สื่อสารอื่น เช่น Palmtop, Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC

Twitter หรือ Micro Blogging คืออะไร?


เป็นการส่ง message ระหว่างสมาชิกที่มี connection กันด้วยระบบ RSS feed ส่งข้อความผ่านสื่อสองทาง เช่น SMS , instant message, email, Twitter's web site หรือโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสำหรับการนี้โดยเฉพาะ ด้วยเหตุที่เขียนข้อความได้จำกัดจึงเกิดคำเรียกอีกคำว่า "micro blogging" และข้อความที่ส่งถึงกันมีศัพท์เรียกว่า "Tweets" ซึ่งเปรียบเหมือนเสียงนกร้องอยู่ตลอดเวลา ข้อความที่จะส่งนั้นต้อง เป็น plain text เท่านั้นจะแทรกคำสั่งโปรแกรมอะไรไม่ได้ ยกเว้นแต่ hyperlink มายังเว็บเพจของเรา ที่สามารถใส่ไปได้ โดยระบบจะจัดการต่อให้เอง

คนที่ใช้ Twitter โดยมากเป็น blogger ทั่วไปที่ต้องการสื่อสารให้พรรคพวกได้updateแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่มุมไหนของโลก โดยเริ่มมากจากคำถามที่ว่า What are you doing? แต่ข้อเสียในการใช้งานแบบส่วนตัวเกินไปก็มีมาก เช่น การส่ง message ว่า หิวข้าว อยากกินส้มตำ อยากไปดูหนัง ไปเที่ยวกับแฟนมา ไม่ได้อาบน้ำมาสามวันแล้ว ฯลฯ ซึ่งสร้างความรู้สึกที่น่ารำคาญกับผู้รับ Tweets ที่ไม่ได้สนิทสนมด้วย

เดิม Twitter มี จุดประสงค์สำหรับใช้สื่อสารแบบส่วนตัว และไม่เป็นทางการ จึงเต็มไปด้วยสิ่งที่คนอีกกลุ่มหนึ่งตั้งข้อรังเกียจ แต่ตอนหลังๆ คนเริ่มพยายามนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในทางการตลาด ซึ่งนับว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว เพราะ Twitter บริการส่ง SMS แบบ Broadcasting โดยไม่คิดค่าบริการ ตัวอย่างการนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ก็ เช่น

  • ใช้ในการโฆษณาบอกกันแบบปากต่อปาก ระหว่างสมาชิกด้วยกัน
  • ใช้สื่อสารข้อความสั้นๆภายในองค์กร ในส่วนที่ไม่เป็นความลับ
  • เหมาะ กับกลุ่มที่ทำงานขายงานตลาดในเครือข่ายเดียวกันจะใช้ในสื่อสารบอกความคืบ หน้า update ข้อมูลกันและกัน หัวหน้าทีมที่มีผู้ติดตามมากก็จะได้ประโยชน์มากหน่อย เพราะสามารถสั่งงานได้ฉับพลันทันที รับรายงานได้ทันที
  • ใช้สื่อสาร update กับผู้อ่าน กลุ่มสมาชิก ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เป็นช่องทางให้ความรู้ที่น่าสนใจแก่สมาชิกกลุ่ม เพิ่ม value ให้กับผู้มอบความรู้
  • ใช้แสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะแบบ real time ในหมู่สมาชิก
  • ใช้รณรงค์ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ สาธารณประโยชน์กับกลุ่มสมาชิก
  • สำนักข่าว สามารถใช้ส่ง headline news ให้กับสมาชิก
  • บริษัท ห้างร้าน ใช้ส่งข้อความตามเทศกาล ส่งข่าวเกี่ยวกับสินค้าโปรโมชั่น

การใช้ Twitter จึงเหมือนกับการสื่อสารทางตรงของสมาชิกผู้หนึ่งกับสมาชิกกลุ่มป้าหมาย ซึ่ง connect กันในระบบ online networking ด้วยวิธี broadcasting sms

Social Networking คืออะไร ?

Social Networking ในที่นี้หมายถึงเฉพาะที่เป็นแบบ online ที่สมัครสมาชิกกันได้ฟรีๆ แล้วก็ส่ง message ผ่านทาง instant message หรือ email ไปชักชวนคนอื่นมา connect ด้วย เมื่ออีกฝ่ายดูประวัติคนส่งแล้ว เกิดความสนใจก็ connect กลับ การได้เพื่อนแบบนี้ นอกจากจะได้รู้จักคนที่ connect กันโดยตรงแล้วยังสามารถ connect กับเพื่อนของเพื่อนนั้นได้อีกด้วย จะ connect ไปได้กี่ชั้นก็แล้วแต่ขอบเขตการบริการของผู้ให้บริการนั้น

ส่วนมากบริการทำนองนี้มักจะถูกมองไปในเรื่องของการหาคู่ โดยที่ต่างคนต่างโพสประวัติ (จริงไม่จริง มีคนดียวที่รู้ดี) รูปสวยๆ หล่อๆ ดูภูมิฐาน ไว้ก่อน คุยกันไปคุยกันมาก็กลายเป็นคู่รัก แต่งงานกันไป แต่ที่ถูกหลอกลวงน่าจะมีมากกว่า (ละมัง)

ถ้าไม่อยากข้องเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ก็ต้องเลือกเครือข่ายที่ให้บริการ ด้านธุรกิจ เช่น ecademy.com เป็นต้น ในนั้นสมาชิกจะแสดง profile ของตนไว้ พร้อมทั้งเขียน Tag ระบุคุณสมบัติของตัวเอง ของธุรกิจ หรือของสินค้าบริการที่มานำเสนอ เมื่อคนอื่นในเครือข่าย search พบแล้วติดต่อมา ก็จะมีการ add contact พูดคุยกันทางกล่องmessageในเว็บไซต์, instant message อย่าง Skype, MSN, Yahoo หรือ email เป็นการเริ่มต้นสานความคิดและเครือข่ายทางธุรกิจ หรือต่อขาธุรกิจออกไปในกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจ นักลงทุน นายธนาคาร นักประดิษฐ์คิดค้น คนให้คำปรึกษา ที่มาพบกันในนั้น มีการแนะนำต่อๆกัน เป็นการแสวงหาและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งถ้าทำอย่างมืออาชีพจะเป็นช่องทางในการประกอบอาชีพ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจใหม่ๆได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

ของฟรี ไม่มีในโลกฉันท์ใด บริการที่สร้างโอกาสให้กับสมาชิกก็ย่อมต้องมีการลงทุนบ้างฉันท์นั้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เว็บไซต์ที่ให้บริการ social networking นี้จะมีการเก็บค่าสมาชิกตามระดับความได้เปรียบในการเข้าถึงข้อมูลของสมาชิก ในกลุ่ม ยิ่ง upgrade สูงเท่าไรก็มีโอกาสได้พบปะนักธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น แถมยังมีสิทธิพิเศษ ได้รับส่วนลดในการร่วมประชุม พบปะสังสรรค์ ฟังอบรม สัมนาที่ผู้ให้บริการร่วมกับสมาชิกผู้มีคุณวุฒิที่ได้รับเชิญมาบรรยายอีก ด้วย

ทำไมต้อง Twitter ?

คำตอบอยู่ที่ว่าจะใช้ทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร ต่างหาก ถ้าจะใช้ส่วนตัวแบบ ส่งข้อความกับเพื่อนๆ ก็ไม่ต้องใช้ก็ได้ แต่ถ้าจะใช้ในเชิงธุรกิจ หรือ วิชาการ หรือเพื่อทำสิ่งที่สร้างสรรค์กับตัวเองและผู้อื่น ก็น่าจะลองพิจารณาดู

จะเลือก follow ใคร และ ใครจะมา follow เรา ?

ใครที่มีแนวความคิดที่น่าสนใจ ช่วยเติมเต็มสิ่งที่เราขาด ช่วยเพิ่มพูนสติปัญญาความรอบรู้ด้านที่เราสนใจ เป็นผู้นำทางความคิด เป็นคนรู้เท่าทันข่าวสาร ที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติอะไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับความต้องการของเราเอง อาจจะต้องการคนสนุกสนานที่จะคอย feed joke ให้เราอารมณ์ดีก็ได้

เมื่อสมัครไปแล้ว เขาจะเห็นเรา ถ้าเขาสนใจตามเรากลับมาแล้ว add เราบ้าง ก็จะกลายเป็นการสื่อสารถึงกันและกัน ต่อไปก็ต้องพยายามโปรโมทตัวเองด้วยการส่ง email ถึงเพื่อนที่เราอยากให้ใช้ Twitter เขียนบทความให้คนรู้ ทำประชาสัมพันธ์ในชุมชนออนไลน์ที่มีคนที่น่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ แล้วรอดูผล ขณะเดียวกันก็ต้องเริ่ม contribute ด้วยการส่ง Tweets เมื่อทำไปสักพัก อาจจะพบกับพวกที่ชอบส่งเสียงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็ต้องมีมาตรการดูแลและจัดการด้วยเหมือนกัน เช่น ไม่สนใจ หรือ ไม่ก็พิจารณาตัดออกไปจากสาระบบของเราเสีย

ในระบบจะมีสถิติให้สมาชิกดูว่า สมาชิก follow ใครอยู่กี่คน มีคนมา follow สมาชิกกี่คน มี favourite tweets กี่ข้อความ เป็นต้น

ใช้ Twitter อย่างไรให้ถูกต้อง ?

Tweets ที่ส่งออกไปทั้งหมดจะปรากฎอยู่ใน profile สมาชิกและจะอยู่ต่อไปถ้าไม่มีการจัดการบ้าง และส่วนที่ยังปรากฎอยู่จะแสดงถึงลักษณะความเป็นคุณ (หรือคุณในโลกออนไลน์) อยู่อย่างนั้น ฉะนั้นจงคำนึงถีงสิ่งเหล่านี้ด้วย

  • อย่า ส่งเสียงน่ารำคาญ เพราะชื่อก็บอกว่าเป็น เสียงนก ดังนั้นถ้าใช้แบบ "เสียงนก เสียงกา" ก็จะไม่มีคนให้ความสนใจได้เหมือนกัน จึงควรต้องระมัดระวัง เลือกคำให้สั้น ให้เหมาะและได้ใจความ เหมือนที่คุณจะใช้หากมีโอกาสได้คุยกับประธานบริหารของธนาคารที่คุณขอกู้เงิน ในเวลาเพียง 30 วินาที ฉะนั้นจึงอาจต้องฝึกกันบ้าง หรือวางแผนไว้บ้าง
  • อย่านิ่งเงียบไป ต้องส่งข้อความให้คนอื่นรู้ว่ายังไม่ตายไปจากโลกนี้
  • ลอง อะไรใหม่ๆดูบ้าง ถ้าสิ่งนั้นจะทำให้เกิดประโยชน์กับตัวเองมากขึ้น (ถ้าจะคิดแบบธุรกิจ) บางทีกฎเกณฑ์ก็กลายเป็นข้อจำกัดของการประยุกต์ความคิดสร้างสรรค์ได้เหมือน กัน
  • ปรับตัวให้เร็ว ถ้าสิ่งที่ทดลองทำนั้นไม่ได้ผล ก็อย่าทู่ซี้ทำต่อไป ไม่งั้นจะเกิดผลเสียตามมา เว้นแต่เชื่อมั่นว่ามันจะได้ผลแต่อาจจะยังไม่ถึงเวลา ก็อยู่ที่การตัดสินใจของตัวเอง
  • อย่าใช้ Twitter เป็น SMS โต้ตอบกับใครเป็นการส่วนตัวจนดูไม่เป็นProfessional ถ้าจำเป็นก็ควรยกหูโทรศัพท์คุยหรือส่ง IM แทน
  • ในกรณีที่ต้องคุยใช้ Tweet บอกใครหรือกลุ่มของใครเป็นการเฉพาะ ควรใส่เครื่องหมาย @หน้าชื่อคนนั้นๆ หรือใช้สีที่แตกต่างกัน
  • เพื่อ ตัดปัญหาเวลาคนรับ Tweets ไม่ได้ flollow ทุกคนในกลุ่มที่เราส่ง SMS เขาจึงได้ข้อความไม่ครบ ทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันได้ จึงควรใช้ถ้อยคำที่ผู้อ่านสามารถจับความได้เป็นดีที่สุด หรือไม่ก็เลือกสื่อสารทางอื่นแทน
  • อย่าพยายาม ขายอะไรใน ธweets เพราะมันจะไม่ work ลองสำรวจดู100 คำที่ไม่ควรใช้ใน email ในเรื่องนี้ก็ดีค่ะ เพราะคนทั่วไปไม่มีใครชอบจดหมายขายสินค้า หรือใช้วิธี hard sell
  • ก่อนส่ง ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นผู้รับ Tweet นั้น เราจะอยากเป็น follower ของคนนั้นไหม

ส่ง Tweet อย่างไรดี ?

การส่งทาง email แล้วข้อความถูกส่งไปทั้งบนเว็บ และ sms ประหยัดไปได้มาก แต่ต้องใช้ program จาก lifehack.org เพื่อส่ง tweet ทาง email ใน twitter หรือจะใช้ skype หรือใช้ โปรแกรมที่เรียกว่า swype ก็ทำได้เช่นกัน

เป็นความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์กับชีวิตประจำวัน ที่เก็บเกี่ยวมาจากการอธิบายของ Caroline Middlebrook เกี่ยวกับ Twitter ซึ่งช่วยคลายข้อสงสัยไปได้มากเหมือนกันค่ะ เพราะก่อนหน้านี้เห็นคนบ่นเกี่ยวกับพวก Twitter ว่าเต็มไปด้วยข้อความไร้สาระ แต่พอมีคนชี้ให้เห็นว่าถ้าเอามาใช้ให้ดีก็น่าสนใจเช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Podcasting หรือ Podcast

Podcasting หรือ Podcast คือขั้นตอนของสื่อชนิดหนึ่งบนระบบอินเตอร์เน็ตที่ยินยอมให้ผู้ใช้ทั่วไปทำการสมัครเพื่อรับ feed news

มันเริ่มได้รับความนิยมประมาณปลายปี 2004 ที่ผ่านมา ตัว feed news นี้จะทำงานอัตโนมัติ เพื่อทำการดาวด์โหลดไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ เข้าสู่ computer หรือ portable music player (เรียกติดปาก ว่า mp3 player)

คำว่า Podcasting หลายๆ คนคิดว่าอาจจะเป็นคำคว]มาจากคำว่า Broadcasting กับ iPod แต่ตามข้อกำหนดแล้ว มันเป็นการเข้าใจผิด แต่เป็นความบังเอิญ อันสอดคล่องพอดี หรือประจวบเหมาะ กับ iPod ของ Apple นั้นเอง ซึ่ง Steve Jobs ก็ใช้โอกาสนี้ โฆษณา feature ใหม่เป็น Broadcasting + iPod = Podcasting นั้นเอง

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น ตั้งแต่ที่ได้ยินมานับตั้งแต่ Podcasting เกิดขึ้นมาบนโลกมา ระบบนี้สามารถใช้ได้กับ iPod หรือพวก portable music player อื่นๆ และรวมไปถึงเครื่อง computer ได้อยู่แล้ว ซึ่งในความเป็นจริง แล้วนั้น ตั้งแต่ กันยายน ปี 2004 นั้น ได้มีการบัญญัติคำว่า POD ซึ่งเป็นคำย่อมาจาก “Personal On-Demand” หรือ "อุปสงค์ส่วนบุคคล" นั้นเอง เมื่อรวมกับ Broadcasting ก็กลายเป็น PODcasting นั้นเอง ซึ่ง Broadcasting เป็นการนำสื่อต่างๆ มาอยู่ในรูปของภาพ และเสียง ต่างๆ มากมาย ไม่ขึ้นกับ formatของไฟล์ หรือ type ของไฟล์แต่อย่างใด นำมาเผยแพร่ให้บุคคลภายนอก (The public in general) ฟังโดยที่ไม่จำเป็นเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และเป็นเทคโนโลยีในการถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง ผ่านสื่อต่างๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นเทคโนโลยีที่สามารถโยกย้ายข้อมูลขนาดมหึมาของภาพและเสียงจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งระหว่างเครือข่ายชนิดต่างๆ

Podcasting นั้นทำงานโดนการที่ใช้ RSS 2.0 XML หรือ RDF XMLที่เป็นไฟล์ format มาตรฐานของ XMLที่เป็นไฟล์แบบเปิด โดย Podcasting จะเปิดทำงานแบบอิสระต่อการจัดการ และทำสื่อส่วนตัวต่างๆ โดยตัว Podcasting นั้นเป็นสื่อกลางระหว่างไฟล์เสียง, วีดีโอ หรือมัลติมีเดียอื่นๆ อีกมากมาย กับผู้ใช้งานอีกทีหนึ่ง

การทำงานของ Podcasting มีขั้นตอนคือ ผู้ใช้ได้รับ URL ของ Podcasting แล้วใส่ในซอฟต์แวร์ Podcasting Reader หรือ RSS Reader ยี่ห้อต่างๆ ในที่นี้ของใช้คำสั้นๆ ว่า Podcasting Reader ในทีเดียวเลย ผู้ใช้ทำการร้องขอต่อ URL นั้นๆเพื่อทำการปรับปรุง index หรือสารบัญ ของ Podcasting เจ้าตัว Podcasting Reader จะวิ่งไปที่ URL ที่กำหนดดังกล่าว เพื่ออ่าน ไฟล์ XML ซึ่งจะอ่านว่ามีรายละเอียดต่างๆ ภายในนั้นอาจจะมีพวก ชื่อรายการ, ชื่อผู้จัดทำ, วันที่จัดทำ , ฯลฯ ซึ่งจะทำการส่งรายละเอียดต่างๆ นั้นมาไว้ที่ซอฟต์แวร์ของเรา เพื่อบอกรายละเอียด และรอให้เราทำการร้องขอไฟล์มีเดียนั้นอีกที และเมื่อร้องขอไฟล์ที่เราต้องการแล้ว เจ้าตัว Podcasting Reader จะเข้าไปอ่านที่ไฟล์ XML เดิมอีกที หรืออ่านไฟล์ XML ดังกล่าว (ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์นั้นๆ ว่าจะเก็บไฟล์ทื่อ่านเพื่อทำ cache หรือ่านทุกๆ ครั้งผ่าย Internet) เมื่อทำการอ่านไฟล์ XML ในนั้นจะบอกซอฟต์แวร์ของเราว่าไฟล์มีเดียนั้นๆ เก็บอยู่ที่ใด เพื่อทำการไปโหลดที่ต้นทางจริงๆ อีกทอดหนึ่ง ซึ่งตัวซอฟต์แวร์ Podcasting Reader จะทำการดาวด์โหลดไฟล์มีเดียมาใส่ในที่อยู่ใดๆ ใน Hard drive ของเราเอง จะเห็นได้ว่าเจ้า ตัวระบบ Podcasting เนี่ยเป็นเพียงสื่อสารระหว่างไฟล์มีเดียต่างๆ กับผู้ใช้เพื่อง่ายแก้การจัดการเป็นศูนย์กลางเพื่อทำการจัดเก็บไฟล์ และค้นหาไฟล์นั้นเอง


แต่ที่นิยมในตอนนี้เป็น Podcasting แบบ Radio Shows มากกว่าเพราะทำง่าย เผยแพร่ง่ายด้วย

โดยไฟล์มีเดียที่นิยมในการจัดเก็บและเผยแพร่คือ MP3 นั้นเอง โดยมี bit rate ที่ 32 k bps ขึ้นไป ส่วที่ตามมาติดๆ ก็ ACC นั้นเอง

โดยจะใช้โปรแกรมใดๆ ก็ได้ที่ทำการอัดเสียง และบันทึงเสียงเป็นไฟล์ MP3 ก็ได้เช่นกัน โดยโปรแกรมที่อยากแนะนำคือ Audacity ซึ่งเป็นโปรแกรมแบบ ฟรีซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็น open source software สำหรับบันทึกเสียง และปรับแต่งเสียงซึ่งทำงานได้บน Mac OS X, Microsoft Windows และ GNU/Linux ซึ่งทำงานได้ดีมากเช่นกัน

exteen

เอ็กซ์ทีน
exteen
เว็บไซต์ www.exteen.com
ประเภทเว็บไซต์ บล็อก
เจ้าของ บริษัท เอทเซทโต จำกัด
ผู้ก่อตั้ง ทีปกร วุฒิพิทยามงคล (แชมป์)
ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์ (ต่าย)
วันที่เปิดตัว 26 มีนาคม พ.ศ. 2544
สถานะปัจจุบัน เปิดให้บริการ

เอ็กซ์ทีนเป็นเว็บให้บริการบล็อกฟรีโดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งหน้าตาของบล็อกได้ผ่านทาง CSSเว็บบอร์ดด้วย ซึ่งนอกจากบริการบล็อกแล้วยังมีให้บริการในส่วน

มีระบบการคัดกรองและแนะนำบล็อกที่มีประโยชน์ให้เป็นที่รู้จัก เดิมผู้ทำหน้าที่คัดกรอกคือเว็บมาสเตอร์และให้ทางสมาชิกโหวตผ่านปุ่ม hot พร้อมทั้งใส่เหตุผลที่สมาชิกคิด ว่าเอนทรี่นั้นควรได้รับการแนะนำ ต่อมาได้มีการพัฒนาเพิ่มช่องทางการโหวต โดยการให้สมาชิกกดปุ่มดาวแดง hot post ball ผ่านการคอมเม้นท์อีกทางหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ได้รับดาวแดงจะได้มีกำลังใจในการเขียน

ระบบเซิร์ฟเวอร์

เอ็กซ์ทีนมีเซิร์ฟเวอร์จำนวนสองเครื่อง แบ่งการทำงานเป็นเครื่องสำหรับระบบฐานข้อมูลเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้ระบบปฏิบัติการ FreeBSD, ระบบฐานข้อมูล MySQLApache ปัจจุบันเครื่องทั้งสองตั้งอยู่ที่อาคารโทรคมนาคมบางรัก (ตึกกสท.) และเครื่องสำหรับ และเว็บเซิร์ฟเวอร์

ระบบจัดการเนื้อหา

ระบบจัดการเนื้อหาของเอ็กซ์ทีนปัจจุบันคือรุ่นที่ 4 (ปรับปรุงเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2550) พัฒนาขึ้นเองโดยใช้ภาษา PHP เป็นหลัก และมีการใช้เครื่องมืออื่นๆ ร่วมด้วย เช่น Mootools, TinyMCE เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

List...

Topica (http://www.topica.com)
Topica is the newcomer among free e-mail lists. Their philosophy is "opt-in". If you don't want ads on your e-mail messages, there is no charge to opt-out. Nor are there any restrictions at all on maximum message size; eGroups and ONEList allow up to 500K, and ListBot Gold up to 250K in size. Topica offers an attractive and easy-to-use interface for users and moderators with one drawback. Since the interface requires frames, WebTV members won't be able to use it easily. Both ONEList and Topica allow the moderator to ban members so they cannot resubscribe, a handy feature to rid yourself of obnoxious members -- until you realize how easy it is to obtain one more free e-mail address.

ListBot (http://www.listbot.com)
ListBot, owned by MSN LinkShare, is one of the oldest free e-mail lists, designed especially for businesses. It offers many list management features common to the other lists, except that members are not able to select a digest feature. The major difference between ListBot and the rest is the form that it requires prospective list members to fill out. Listowners can decide which fields to place on the form and require of members, and includes a number of choices of demographic and interests data. If you need an easy way to collect data as people subscribe, here's the tool. But there's a downside. The data collection form includes no privacy policy link or statement, de rigueur in these days when both the EU and the FTC are concerned about data collection policies. ListBot is designed to administer a single list and does not allow multiple moderators, customizable message trailers, etc.

List...

eGroups (http://www.egroups.com)
They've designed a list interface that is quite easy to understand and navigate through, with a multitude of features to accommodate various kinds of communication within the group. The mailing list features work well, with both regular e-mail and digest options. In addition, archives can be viewed at the group website -- helpful if a member goes on vacation or just wants to avoid e-mail overload. When the moderator checks in, he or she is presented with a list of people who have applied to be members (unless you select open membership), and a list of messages to either approve and send to the group or reject (unless you allow free posting). It's an intuitive, well-designed system.


ONEList (http://www.onelist.com)
ONEList is the leader in free mailing list field, with the longest track record, the highest Web traffic, and claims of 165,000 lists. Media Metrix recently ranked ONEList as the 22nd largest Web Service, and number 230 of the Top 500 most-visited Web sites in April 1999, with a reach more than twice that of its closest competitor. They have worked hard to develop a sturdy infrastructure that is able to deliver e-mail to list members within seconds, and handle very large lists, numbering in the tens of thousands of members.