แต่และแล้วตอนนี้ความฝันของท่าน บริหารท่านนั้นก็เป็นจริง เมื่อ AIS เริ่มลงทุนทำระบบ Black Berry เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรด้วยสาเหตุหลักๆคือ ในกรณีองค์กรต่างชาติซึ่งมี Black Berry ใช้นั้น ก็อยากให้พนักงานของเค้าในเมืองไทยมี Black Berry ใช้ด้วย ไอ้ครั้นจะ roaming ตลอดก็เสียตังค์เยอะ ผมคิดว่าการตลาดเค้าคงเห็นความสำคัญและจำนวนองค์กรต่างชาติที่เข้ามาขยายฐาน ในเมืองไทยประกอบกับต้องการลุยตลาดองค์กรในเมืองไทยเองด้วย จึงได้เกิดระบบ Black Berry ซึ่งเก่าของเมืองนอกแล้ว แต่ใหม่ของไทยเรา
แล้ว Black Berry มันคืออะไร
ผม ยังยืนยันคำตอบเดิมที่ผมเคยให้กับผู้บริหารท่านนั้นครับว่า Black Berry มีไว้ส่งเมลและยังขออนุญาติอธิบายเพิ่มเติมแบบภาษาชาวบ้านว่าจริงๆแล้ว Black Berry มีองค์ประกอบอยู่ 3ส่วนคือ Black Berry server, Black Berry Software and License, และ Black Berry Device ซึ่งส่วนหลังสุดนี้เป็นหน้าที่ของผมที่จะกล่าวต่อไปนี้ครับ
Black Berry มีกี่รุ่น
จริงๆ แล้ว Black Berry มีประวัติศาสตร์ยาวนานครับ ย้อนหลังไปเมื่อปี 1984 มันถูกพัฒนาโดยบริษัท Research in Motion (RIM) สัญญาณแคนาดา ส่วนที่เป็น device ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกว่าโทรศัพท์มีการแบ่งเป็น 5 series เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าซึ่งมี style การใช้โทรศัพท์แตกต่างกันไป ดังนี้ครับ
• 7100 series เน้นที่ขนาดเล็กสุดและมีรูปร่างเหมือนโทรศัพท์ทั่วไป
• 7700 series เจาะกลุ่มผู้ใหญ่ครับ ลักษณะเด่นของ series นี้คือขนาดเครื่องรวมถึงหน้าจอที่ใหญ่กว่ารุ่นอื่นๆ
• 8700 series เน้นดีไซน์สุดเก๋บวกกับหน้าจอสีสดใสแสบลูกตา นอกจากนี้ยังใช้ EDGE ในการส่งข้อมูล
• 7200 series อันนี้ออกมากลางๆครับ ฟังก์ชันมีครบ หน้าตาบ้านๆ บรรยายได้แค่นี้ละครับ
• 7520 series รุ่นนี้ไม่รู้เรียกว่าโทรศัพท์ได้รึเปล่าเพราะมันเป็น wakies talkies ได้ด้วย ยังไม่พอครับ มันมี GPS enabled ด้วยครับ ถามมีเสาอากาศให้เกะกะเล่นอีกตั้งหาก
สรุปว่าทั้ง 5 series มีจำนวนรุ่นทั้งหน้ากระดาน 20 กว่ารุ่น คิดเล่นๆว่าถ้าเอามาวางขายในเมืองไทยจะไปรอดกี่รุ่นครับ ไม่เป็นไรครับทางผมคิดให้แล้ว รุ่น 7290, 7100g, และ 8700r คือโทรศัพท์จาก Black Berry ที่นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยครับ เพราะฉะนั้นผมพาไปดูว่า Black Berry ทั้ง 3รุ่น มีฟังก์ชันอะไรบ้าง
น้องถึก 7290
Black Berry ตัวแรกที่ผมจับมากดเล่นก่อนคือรุ่น 7290 ครับ ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า Black Berry ทุกรุ่นไม่มี Touch screen ครับ ฉะนั้นไม่ต้องไปแตะจนหน้าจอแตกนะครับ วิธีป้อนคำสั่งของ Black Berry จะใช้ Track wheel ซึ่งทำหน้าที่คล้าย Jog บน Sony Ericsson ซึ่งถ้า Track wheel เกิดใช้งานไม่ได้ขึ้นมาก็พิการทันทีครับ
ตอนนี้มาดูในกล่องว่าเค้าให้อะไรมาบ้าง
1. Black Berry 7290
2. Desktop Manager CD เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่คล้าย ActiveSync หรือ Palm Desktop
3. AC charger with adaptors
4. Headphone (ไม่ใช่ stereo)
5. Data cable
6. Battery 1 ก้อน
7. พลาสติกใส่เครื่องพร้อมที่เหน็บเข็มขัด
ทั้งหมดนี้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ RIM ให้มาซึ่งอีก2รุ่นก็จะเป็นแบบนี้เหมือนกันครับ
หลัง จากพลิกไปพลิกมาหลายที สังเกตว่าวัสดุที่นำมาทำ case นั้นเป็นพลาสติกด้านน้ำหนักเบามากเมื่อเทียบกับ PDA phone ดูแล้วคิดว่าเป็นโทรศัพท์ปลอมที่วางตามตู้โชว์ นอกจากนี้ยังมีความแข็งแรงมาก ทาง RIM แจ้งว่าเค้ามีการทำ Drop Test ในระดับ 1-1.5 เมตร (Drop Test เป็นการทดสอบความแข็งแรงของตัวเครื่องโดยทิ้งเครื่องลงสู่พื้นในระดับที่ กำหนด) นั่นหมายความว่าเค้ารับรองว่าถ้าโทรศัพท์ตกพื้นในระดับเอวหรืออก มันจะไม่เป็นอะไรเลย ไอ้ผมเองก็ถนัดและชอบทำ Drop Test เหมือนกันครับ ก็เลยจัดการซะ 2ทีที่ระดับสูงกว่าที่เค้ากำหนดนิดหน่อย เครื่องก็ยังใช้ได้อยู่ครับ ดังนั้นขอสรุปว่าถึงวัสดุภายนอกจะดูราคาถูกไปหน่อยแต่เอาไว้เขวี้ยงใส่หน้า แฟนเวลาทะเลาะกันได้ครับ ฮิฮิ....
หลัง จากพลิกไปพลิกมาหลายที สังเกตว่าวัสดุที่นำมาทำ case นั้นเป็นพลาสติกด้านน้ำหนักเบามากเมื่อเทียบกับ PDA phone ดูแล้วคิดว่าเป็นโทรศัพท์ปลอมที่วางตามตู้โชว์ นอกจากนี้ยังมีความแข็งแรงมาก ทาง RIM แจ้งว่าเค้ามีการทำ Drop Test ในระดับ 1-1.5 เมตร (Drop Test เป็นการทดสอบความแข็งแรงของตัวเครื่องโดยทิ้งเครื่องลงสู่พื้นในระดับที่ กำหนด) นั่นหมายความว่าเค้ารับรองว่าถ้าโทรศัพท์ตกพื้นในระดับเอวหรืออก มันจะไม่เป็นอะไรเลย ไอ้ผมเองก็ถนัดและชอบทำ Drop Test เหมือนกันครับ ก็เลยจัดการซะ 2ทีที่ระดับสูงกว่าที่เค้ากำหนดนิดหน่อย เครื่องก็ยังใช้ได้อยู่ครับ ดังนั้นขอสรุปว่าถึงวัสดุภายนอกจะดูราคาถูกไปหน่อยแต่เอาไว้เขวี้ยงใส่หน้า แฟนเวลาทะเลาะกันได้ครับ ฮิฮิ....
น้องสวย 8700
ใน บรรดา 3รุ่นที่นำมาขายในเมืองไทย ส่วนตัวผมคิดว่า 8700 ดูดีที่สุดในกลุ่มแล้วครับ ซึ่งบางท่านอาจจะคิดว่านี่สวยแล้วเหรอ ใช่แล้วครับ กลุ่มลูกค้าของ Black Berry คือผู้ที่จำเป็นต้องใช้ฟังก์ชันของเครื่องจริงๆ ไม่เน้นดีไซน์และความสวยงามเมื่อเทียบกับโทรศัพท์ในท้องตลาด เพราะฉะนั้นถ้ามีรุ่นใหม่ๆเข้ามาหลังจากนี้ก็คงเป็นหุ่นอ้วนๆไม่ต่างจากรุ่น ก่อนๆมากไปกว่านี้แล้วล่ะครับ จุดเด่นที่ของรุ่นนี้ที่สะดุดตาผมมากที่สุดเห็นจะเป็นหน้าจอล่ะครับ เห็นความแตกต่างระหว่าง 7290 และ 8700 อย่างชัดเจน ในเวบไซด์ของ RIM ไม่ได้บอกรายละเอียดของหน้าจอ แต่แค่มองด้วยตาเราก็เห็นแล้วครับ สีของ 8700 คมชัดและสดใสมาก ถ้าอยากรู้ว่าคมชัดแค่ไหน ขอให้นึกถึงจอภาพของ Dopod900 และคูณ2ครับ
นอกจาก ความแตกต่างของหน้าจอแล้ว 8700 ยังสามารถเชื่อมต่อแบบ EDGE ซึ่งเร็วกว่า GPRS แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ว่าเครือข่าย EDGE ยังมีอยู่แค่ในกรุงเทพฯบางพื้นที่และหัวเมืองใหญ่ๆเท่านั้นครับ นอกจากนี้ 8700 ยังใช้ Intel PXA 901 at 312 MHz ชิปตระกูลดังที่ใช้อย่างแพร่หลายใน PDA จากการเปรียบเทียบความเร็วระหว่าง 7290 และ 8700 ต้องบอกว่าใช้ความรู้สึกเอาครับ เพราะยังไม่สามารถหาโปรแกรม Benchmark มาวัดเป็นตัวเลขได้ ในเรื่องความเร็วและการตอบสนอง 8700 รู้สึกว่าจะทำได้ดีกว่าครับ ซึ่งเป็นของธรรมดาที่รุ่นใหม่กว่าก็มีฟังก์ชันและชิปที่ทันสมัยกว่ารุ่นเก่า สำหรับรุ่นนี้ผมไม่ทำ Drop test เพราะเชื่อว่าบอบบางกว่า 7290 เพราะใช้พลาสติกคนละแบบกันรวมถึงกลัวว่าหน้าจอจะได้รับผลกระทบทำให้แสดงสี ผิดเพี้ยน
น้องเล็ก 7100g
มา ถึงรุ่นสุดท้ายใน 3รุ่นนั่นคือ 7100g ซึ่งเป็น series เล็กที่สุดแต่สิ่งแรกที่ทำให้ผมมองว่ารุ่นนี้จะไม่ใช่รุ่นที่ขายดีที่สุด นั่นคือคีย์บอร์ดที่มีปุ่มไม่ครบตามตัวอักษรซึ่งจะส่งผลไปถึงไปถึงการป้อน ข้อมูลที่ลำบากกว่าอีก 2รุ่น เนื่องจากตัวเครื่องมีขนาดเล็กทำให้มีตัวอักษร 2ตัวบนปุ่มเล็กๆปุ่มเดียว ทำให้เมื่อต้องการจะพิมพ์อักษรตัวที่ 2จะต้องกด 2ครั้ง ซึ่งลำบากกว่าแบบ QWERTY แน่นอนถ้าต้องส่งอีเมลยาวๆซักฉบับจากเจ้า 7100g ตัวนี้ แต่ก็นานาจิตตังครับ เพราะยังมีอีกหลายคนที่ยอมรับข้อเสียเรื่องคีย์บอร์ดเพื่อแลกกับขนาดที่เล็ก และพกพาสะดวกกว่าของเจ้า 7100g
แล้วจริงๆ Black Berry มันทำอะไรได้บ้าง
สาเหตุ ที่ผมพูดแต่จุดเด่นจุดด้อยของแต่ละรุ่นโดยไม่ลงถึงฟังก์ชันการใช้งานก็เพราะ ว่า Black Berry ทุกรุ่นมีจุดประสงค์และฟังก์ชันการใช้งานที่เกือบจะเหมือนกันทุกอย่าง ดังนั้นผมจึงขอนำฟังก์ชันการใช้งานของทุกรุ่นมาสรุปรวมในหัวข้อนี้ครับ
ปุ่มที่จำเป็นใน Black Berry
ปุ่ม ที่เป็นมาตรฐานใน Black Berry ทุกรุ่นและเป็นปุ่มที่เสียไม่ได้คือ Track wheel และ ปุ่ม Back ที่อยู่ด้านขวาของตัวเครื่อง Track wheel มีหน้าที่ในการ scroll หน้าจอขึ้นๆลงๆเพื่ออ่านเอกสาร รวมถึงสามารถกดลงไปเพื่อเป็นการตอบรับหรือป้อนข้อมูล ส่วนปุ่ม Back มีหน้าที่เดียวครับคือนำท่านกลับไปหน้าก่อน 1หน้า คล้ายๆ กับปุ่ม Back ใน Internet explorer นั่นเอง
โทรศัพท์บน Black Berry
ต้อง บอกก่อนเลยครับว่าอย่าคาดหวังว่าโทรศัพท์บน Black Berry จะสามารถใช้งานได้ดีเหมือน Nokia, Motorola ฯลฯ ผมขอจัดให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับพวก PDA phones ครับ คุยกันแล้วเสียงเบาได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง คิดว่าถ้านำมาใช้งานจริงๆคงจะต้องมีโทรศัพท์มือถือเพิ่มอีก 1เครื่องครับซึ่งก็คงไม่แปลกเพราะทุกวันนี้ก็เห็นหลายๆท่านถือโทรศัพท์กัน คนละ 2-3 เครื่องอยู่แล้ว
ส่วนฟังก์ชันอื่นๆ อาทิ Voice mail, Call Forward, Call Barring และอื่นๆ ก็มีเหมือนกับ PDA phones
ใน ส่วนของภาครับส่งสัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มีอะไรต่างกับ PDA phones นั่นคือ สัญญาณค่อนข้างแกว่ง และมี searching เป็นครั้งคราว ผมยังไม่เคยใช้งานนอกกรุงเทพฯ แต่ก็พอจะนึกถึงสภาพตอนขับรถเข้าป่าหรือขึ้นเขาออกครับ
การรับส่งเมลบน Black Berry
หน้าที่ หลักของ Black Berry รุ่นที่นำเข้ามาในเมืองไทยนั้นนอกจากจะใช้โทรศัพท์ได้แล้ว คงไม่เถียงว่าการรับส่งเมลก็เป็นฟังก์ชันสำคัญที่สุดและเป็นเหตุผลหลักที่ หลายๆคนซื้อมาใช้งานครับ เพราะคงไม่มีใครนำ Black Berry ราคาแพงมาโทรออกรับสายอย่างเดียว เมลที่สามารถนำมาใช้ได้จะแบ่งเป็นเมลในระดับ Corporate ซึ่งวิ่งผ่าน Microsoft Exchange Server หรือ Lotus Notes และระดับผู้ใช้ทั่วไปที่สามารถใช้ POP3 ได้ ลักษณะการส่งเมลของ Black Berry จะเป็นแบบ Push Mail โดยหลักการง่ายๆก็คือเมื่อมีเมลใหม่เข้ามา ระบบจะผลักเมลฉบับนั้นมาที่ Black Berry ทันทีโดยผ่าน GPRS หรือ EDGE ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ Windows Mobile เราจะต้องแตะ Send/ Receive ใน Messaging เพื่อเช็คอีเมลที่มาใหม่ ถึงตรงนี้อาจจะมีบางท่านแย้งในใจว่าเดี๋ยวนี้ Windows Mobile เค้าก็ทำ Push Mail ได้เหมือนกัน แต่ผมอยากจะขอบอกว่ากว่าวงล้อสีเขียวของ Activesync จะหมุนเสร็จ กว่าจะมานั่งจิ้มข้อความ กว่าจะจิ้ม Send/ Receive และยังไม่รวมถึงจะต้องมาลุ้นว่าเมลจะส่งถึงผู้รับรึเปล่านั้น Black Berry รับส่งเมลไป 2-3 ฉบับแล้วครับ นอกจากนี้ Black Berry ยังสามารถอ่าน Attachment ที่เป็นรูปภาพ, เอกสาร word, excelได้ด้วย ดังนั้นขอสรุปการส่งเมลระหว่าง Windows Mobile และ Black Berry ว่า
1. Black Berry รับส่งเมลได้เร็วกว่า WM รวมถึงการ retrieve attachment ด้วย
2. Black Berry มีความเสถียรในการเชื่อมต่อ GPRS มากกว่า WM
3. ถูกสร้างมาเพื่อส่งเมล ดังนั้น Black Berry มีคีย์บอร์ดทำให้ป้อนข้อมูลได้สะดวกกว่า WM
ในหัวข้อการรับส่งอีเมล Black Berry ชนะไม่เห็นฝุ่นครับ
Black Berry ก็เป็น Organizerได้นะ
นอกจาก รับส่งอีเมลแบบ Real time แล้ว Black Berry ทุกรุ่นมีฟังก์ชัน PDA เปรียบเสมือน Organizer ที่คอยจัดการข้อมูลส่วนตัวอาทิ สมุดโทรศัพท์, ตารางนัดหมาย, บันทึกช่วยจำ ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับ WM นั้น มันก็คือ Contacts, Calendar, Tasks นั่นเอง
Black Berry เองก็มีโปรแกรม Desktop Manager ซึ่งหนึ่งในหน้าที่ของโปรแกรมนี้ก็คือ Synchronization กับ MS Outlook เพื่อ update ข้อมูลของทั้ง 2เครื่องให้มีข้อมูลล่าสุดนั่นเอง ข้อแตกต่างระหว่าง Black Berry และ WM ใน Contacts นั่นคือ Black Berry ไม่สามารถแสดงรูปคนโทรเข้ามาได้นะครับ
หน้าตา Contacts
หน้าตา Calendar สามารถโชว์แบบเป็นวัน, สัปดาห์ หรือ เดือนก็ได้
หน้าตา Tasks ใน Black Berry ก็คล้ายๆกับของ WM
ข้อควรระวังใน Black Berry
ผมมีข้อกังวล 2ข้อสำหรับ Black Berry นั่นคือ
1. ภาษาไทย: ในตอนนี้ยังไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยบน Black Berryได้ แต่กำลังมีการพัฒนาภาษาไทยอยู่ซึ่งคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรเพราะ เป็นระบบใหม่ที่ต้องเริ่มจาก 0 เลยครับ ก็คงต้องรอกันไปอีกกว่าจะเห็นอักษรไทยบนหน้าจอของ Black Berry
2. Track wheel: เป็นปุ่มที่ใช้งานมากที่สุดในบรรดาปุ่มทั้งหมดบน Black Berry นอกจากจะหมุนเพื่อ scroll ขึ้นๆลงๆแล้วยังสามารถกดลงเพื่อเป็นการตอบรับ (เหมือนปุ่ม Enter) ฉะนั้นผมเห็นว่า Track wheel จะเป็นปุ่มแรกที่ไปก่อนเพื่อนเลยแถมยังเป็นปุ่มที่สำคัญที่สุดเพราะจะไม่ สามารถใช้งานเครื่องได้เลย เสมือนคอมพิวเตอร์ขาดเมาส์นั่นเองครับ

